ชื่อล็อคอิน
รหัสผ่าน
ข่าวประจำวัน
ดูดวงออนไลน์
เกมส์
ท่องเที่ยว
รถยนต์
 
เนื้อเพลง
หาเพื่อน
สุขภาพ
ประกาศซื้อขาย
หางาน
ค้นหา


REVIEW – Thor:: The Dark World

หน้าแรก > รีวิวภาพยนต์ > REVIEW – Thor:: The Dark World
ผู้โพส : Admin / วันที่โพส : 2013-11-13 18:30:07
คำค้นหา : Tom Hiddleston Alan Taylor Chris Hemsworth Natalie Portman Thor: The Dark World Thor

สำหรับ Thor: The Dark World แล้ว มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่หนังภาคต่อของตัวเองเท่านั้นมันยังทำหน้าที่เป็นเนื้อเรื่องตอนต่ออีกส่วนหนึ่งของ The Avengers ด้วย เพราะตัวละครและเรื่องราวมีส่วนเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เห็น และยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำหน้าที่เป็นสะพานไปยังหนังเรื่องอื่นในเครือของ MARVEL อีกด้วย

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ตัวหนังเองยังต้องแบกรับความคาดหวังในหลายด้านจากผู้ชม ทั้งจากผู้ชมที่ชื่นชอบหนังภาคแรก ผู้ชมมาจาก The Avengers หรือผู้ชมที่รอดูแต่โลกิ สำหรับผู้เขียนนั้นจัดอยู่ในกลุ่มแรกที่มีความชื่นชอบในตัวภาคแรกของ Thor อยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่าหนังมีความต้องการที่จะตอบสนองผู้ชมหลายกลุ่มอยู่แล้ว มันจึงซับซ้อนอยู่กับการที่ต้องเอาใจผู้ชมทุกกลุ่มโดยที่ยังต้องคงหัวใจของเรื่อง

หัวใจของเรื่องตั้งแต่ภาคแรกคือการพบพานของกันทั้งสองโลก มาใน The Dark World หนังเองก็ตั้งเป้าไว้อย่างเด่นชัดว่าเป็นเรื่องของโลกทั้งเจ็ด ความสำคัญของโลกต่างๆ ได้รับการนำเสนอเป็นตอนแรกและเป็นใจความสำคัญของเรื่อง ถึงกระนั้นมันก็ไม่สามารถกลายเป็นโครงเรื่องที่แข็งแกร่งได้อีกต่อไป มันถูกลดทอนเรื่อยๆ ด้วยรายละเอียดที่เพิ่มมากขึ้นของหนัง เราเชื่อว่าถ้าเป็นไปได้หนังและคนดูอยากจะเน้นทั้งเรื่องไปที่แอสการ์ด (และโลกิ) แต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เพราะโครงเรื่องค้ำอยู่ ในความรู้สึกส่วนตัวก็คืออารมณ์ของหนังพอเลยช่วงครึ่งแรกไปแล้วดูเสียศูนย์และสะเปะสะปะ เมื่อเทียบกับภาคแรกแล้วตัวละครของเรื่องเองก็ไม่ได้เยอะไปมากกว่ากันเท่าไหร่ แต่บทก็ไม่สามารถกระจายให้ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งๆ ที่ตัวละครเป็นเสน่ห์อย่างแรงกล้า และหากไม่นับโลกิแล้วกลับกลายเป็นว่าตัวละครที่มีเสน่ห์ทั้งหมดนั้นอยู่บนโลกเกือบทั้งสิ้น

กลับมาที่เรื่องของโลกิกันบ้าง ความนิยมของโลกิที่มีมากมายจึงไม่แปลกที่หนังจะถ่ายทอดบทไปให้โลกิอย่างเห็นได้ชัด ตัวละครของโลกิเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ เพราะเต็มไปด้วยความซับซ้อน อารมณ์ขัน มีความน่าสนใจ แต่บ่อยครั้งบทของโลกิเป็นเหมือนไพ่สองหน้า หน้าหนึ่งสีขาว อีกหน้าสีดำ ที่สามารถพลิกแพลงไปได้อย่างไร้ข้อกังขา เพราะโลกิต้องเป็นตัวร้ายที่น่าสนใจแต่ห้ามน่ารังเกียจ ดังนั้นโลกิจึงต้องทำเลวได้แต่เพียงพอดีเท่านั้น

และปัญหาก็เกิดกลายๆ เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง เรื่องราวไม่สามารถดำเนินไปที่จุดที่หนังต้องการให้เป็นได้ถ้ามีโลกิอยู่ด้วย (หนังจะไม่สามารถจบลงแบบที่เป็นได้ ถ้าโลกิอยู่ถึงฉากสุดท้าย) หนังจึงจำเป็นต้องทิ้งโลกิอย่างไร้เงื่อนไข และเมื่อพอถึงเวลาช่วงหลังที่ไม่มีโลกิแล้วก็เห็นได้ชัดว่าหนังพึ่งโลกิมากเกินไป โลกิเปรียบเสมือนตัวละครคนเดียวที่มีชีวิต วิวัฒนาการ และการแสดงอารมณ์มากที่สุด เมื่อนำตัวละครคนอื่นมาเทียบกับโลกิแล้วจึงดูจืดไปโดยปริยาย และปัญหาต่อไปมันอย่าที่ว่าโลกิไม่ใช่ตัวเอก โลกิไม่ใช่ตัวร้าย โลกิเป็นตัวละครสมทบที่มีคุณภาพระดับตัวเอกแต่โดนตัดบททิ้งเหมือนตัวประกอบก่อนที่จะให้กลับมาเป็นตัวเอกอีกครั้งหนึ่ง

เจน ฟอสเตอร์เป็นตัวละครอีกคนที่ค่อนข้างน่าสงสาร หนังพยายามที่จะไม่ทอดทิ้งเธอโดยการให้เธอเป็นผู้ครอบครองเอเธอร์ ที่เป็นเป้าหมายของตัวละครในเรื่องเพื่อไม่ให้เธอถูกทอดทิ้ง แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะไปไกลกว่านั้น เมื่อเอเธอร์ออกจากตัวของเธอแล้ว บทบาทของเธอจึงจบอยู่แค่ตรงนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นอย่างความสัมพันธ์กับธอร์หรือตัวละครคนอื่น ถึงแม้หนังจะเกริ่นๆ ถึงเรื่องนี้ในตอนแรก ทั้งการเลือกคู่ครองของธอร์ แฟนของผมมีชู้ เจนสบตากับซิลฟ์ หนำซ้ำยังโดนแย่งซีนรัวๆ อย่างต่อเนื่อง และกว่าที่หนังจะวกมาประเด็นนี้อีกรอบก็ช่วงท้ายเรื่องแล้ว

ที่น่าสงสารที่สุดคงจะเป็นตัวร้ายของเรื่องอย่างดาร์คเอลฟ์ ที่เป็นตัวร้ายไร้ซึ่งความน่าจดจำ ไร้ความน่าสนใจ ไร้เรื่องราว ไร้พลัง ความน่าติดตามของหนังจึงน้อยลงไปด้วย เมื่อเข้าช่วงท้ายของเรื่องก็ราวกับอะไรจะเกิดขึ้นก็เกิดไป เพราะตัวร้ายเองก็ไม่ได้น่าสนใจ โลกิก็ไม่อยู่แล้ว เป้าหมายของเรื่องก็เดิมๆ คือฆ่าศัตรูและกู้โลก หลังจากนั้นก็จบ ไม่มีอะไรอีก (อะไรนะ ปมเรื่องความรักของธอร์งั้นเหรอ จะมีอุปสรรคอะไรมาขวางได้อีกล่ะ)

ดังนั้นหากไม่ได้อารมณ์ขันและมุกตลกมาช่วยก็คงแย่แน่ อารมณ์ขันและมุกตลกเป็นสิ่งที่หนังพยายามสอดแทรกตลอดอยู่ทั้งเรื่อง โชคดีที่ส่วนใหญ่ได้ผลบวก โดยเฉพาะฉากบนโลกที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันที่เป็นธรรมชาติ ไปจนถึงฉากต่อสู้ในช่วงท้ายที่มีลูกล่อลูกชน แต่ลูกเล่นที่หนังสื่อถึงแต่ละโลกโดยการเปิดมิติไปยังโลกต่างๆ แต่ก็ไม่ได้พิเศษอะไรเสียเท่าไหร่ เพราะแทนที่มันน่าจะดูตื่นตาแต่กลับรู้สึกเฉยๆ ประกอบกับคิวบู๊ที่เหมือนกำลังดู Man of Steel อาจจะเพราะว่าหนังนั้นมีอะไรเต็มไปหมดจึงไม่สามารถนำเสนอออกมาได้ แม้กระทั่งคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเรื่องที่อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ยังถูกพูดในเวลาไม่ถึงสามสิบวินาทีโดยที่หวังว่าจะให้คนดูเข้าใจ (หรือลืมมันไปซะ) ประกอบในอีกหลายๆ จุดที่หนังไม่ต้องการอธิบาย โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของเรื่องที่ทิ้งปมปริศนาเอาไว้ดื้อๆ ไร้คำอธิบาย ไร้เบาะแส เหมือนกับซีรี่ยส์ฝรั่งที่ปิดท้ายซีซั่นอย่างไรก็ได้ให้น่าสนใจโดยที่ปล่อยให้คนดูลงแดงเพื่อดูในซีซั่นต่อไป แต่อย่าลืมว่านี่คือภาพยนตร์ การทิ้งท้ายให้ติดตามภาคต่อไม่ใช่เรื่องที่ปิด ถ้ามันนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและมีชั้นเชิง

แม้จะมีข้อเสียมากมาย แต่ Thor: The Dark World เองก็ยังเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงในระดับที่ดี โดยเฉพาะๆ แฟนๆ น่าจะอิ่มอกอิ่มใจอย่างไร้ข้อกังขา แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ดีในระดับต้นๆ ของหนังชุดจักรวาล MARVEL ก็ตาม

สนับสนุน FilmZick.com ง่ายๆ ด้วยการบอกต่อเพื่อนๆ ของคุณผ่านทาง Social Network ที่คุณชื่นชอบ


ขอขอบคุณ เนื้อหาจาก Filmzick.com
ยังไม่ได้
เป็นสมาชิก
สมัครที่นี้
ชื่อ: ทัช คุง
No. 450 / เวลาโพส : วันที่ 3 มกราคม , 2014 : 10:06:13
ขอให้มีความสุขตลอดปี 2557
ยังไม่ได้
เป็นสมาชิก
สมัครที่นี้
ชื่อ: ทัช คุง
No. 439 / เวลาโพส : วันที่ 23 ธันวาคม , 2013 : 10:33:44
REVIEW ? Thor:: The Dark World
ยังไม่ได้
เป็นสมาชิก
สมัครที่นี้
ชื่อ: บาส
No. 424 / เวลาโพส : วันที่ 12 ธันวาคม , 2013 : 19:52:58


แสดงความคิดเห็น
ชื่อผู้โพส
รายละเอียด
อีโมติคอน

 ?ใส่รหัสลับ ใส่ให้ตรงกันครับ