ชื่อล็อคอิน
รหัสผ่าน
ข่าวประจำวัน
ดูดวงออนไลน์
เกมส์
ท่องเที่ยว
รถยนต์
 
เนื้อเพลง
หาเพื่อน
สุขภาพ
ประกาศซื้อขาย
หางาน
ค้นหา


REVIEW – THE WORLD’S END เมานิรันดร์ วันโลกดับ

หน้าแรก > รีวิวภาพยนต์ > REVIEW – THE WORLD’S END เมานิรันดร์ วันโลกดับ
ผู้โพส : Admin / วันที่โพส : 2013-12-11 14:00:09
คำค้นหา : Edgar Wright Simon Pegg THE WORLD'S END

นับตั้งแต่ Shaun of the Dead และ Hot Fuzz จนมาถึง The World’s End แล้ว ไตรภาค(อย่างไม่เป็นทางการ)คอร์เนตโต้สามรสของ Edgar Wright และ Simon Pegg ก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน อารมณ์ดิบๆ ของลูกผู้ชาย และมิตรภาพแบบแมนๆ ที่ทำให้แฟนผลงานของเขาและผู้ชมทั่วไปบันเทิงได้อย่างไม่ผิดหวัง

Simon Pegg ยังคงรับบทเป็นนักแสดงนำควบกับผู้เขียนบท ครั้งนี้เขารับบทเป็น “แกรี่ คิง” หัวหน้าแกงค์ของเพื่อนๆ ทั้ง 5 ที่เคยสร้างภารกิจตะลุยผับทั้ง 12 พร้อมกับดวดเบียร์ให้หมดแก้ว น่าเสียดายที่ภารกิจนั้นไปไม่ถึงฝั่งฝันก่อนที่จะจบลงที่สมาชิก 3 คนที่เหลือนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นขอบฟ้าพร้อมกับนึกถึงการเริ่มต้นของชีวิตใหม่

ผ่านมา 20 ปี แกรี่ คิง รวบรวมเพื่อนฝูงกลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อพิชิตภารกิจที่เคยล้มเหลวไป ก่อนที่จะพบว่าเมืองนี้มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ พิลึกพิลั่น และผู้คนที่เขาเคยรู้จักก็ได้กลายเป็นหุ่นยนต์ที่มีเลือดสีฟ้าและได้รับรู้ว่าเมืองเมืองนี้กำลังถูกปกครองโดยมนุษย์ต่างดาวอยู่

THE WORLD’S END เป็นหนังไซไฟคอเมดี้ที่สนุก สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้อย่างฉลาดและมีชั้นเชิง ความเป็นไซไฟของมันเองก็ก้าวไปไกลกว่าที่เราคาดเอาไว้ แม้ว่าจะไม่ได้ถึงขนาดบุกตะลุยอวกาศ แต่ก็อยู่ในระดับที่สมจริง น่าสนใจ และสามารถนำพาเรื่องไปสู่จุดที่เราคาดไม่ถึงได้

วันเวลา การเติบโต และชีวิต เป็นเรื่องราวที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งทวีความแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก และหนังเองก็เต็มไปด้วยบรรยกาศของวันเวลาและความทรงจำตั้งแต่ตีมเรื่องจนไปถึงตัวละคร มันเป็นเรื่องเล่าของพวกเราที่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันที่เติบโตแล้วจากลามาจากความทรงจำเก่าๆ เมื่อในวันหนึ่งคุณกลับมายังที่เดิมอีกครั้ง แต่คุณก็พบว่าสถานที่ที่นั้นมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราก็ได้แต่ถามตัวเองว่ามันเป็นเพราะเราหรือว่าเพราะกาลเวลา เราทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ และนั่นก็ทำให้เราเดินทางไปในทิศทางที่แตกต่างกัน มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน มีความสุขและความหมายของคำว่าอิสระที่ไม่เหมือนกัน  วัยเยาว์สำหรับตัวละครในเรื่องนั้นก็เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าในวันนั้น ที่ต่อให้มันสวยงามเพียงใดแต่เมื่อถึงเวลาเรา ไม่ก็มันก็ต้องจากกันไป ก็เหมือนกับชีวิตของเราที่จะต้องเลือกที่จะเติบโตและก็ใช้ชีวิตไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

การได้กลับมาที่เมืองนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลได้ก็ตามมันก็คือการย้อนอดีตผ่านความทรงจำ ได้ทบทวน ได้เรียนรู้สิ่งที่เคยผิดพลาด โดยมีหายนะของโลกเป็นฉากหลังได้อย่างมีสีสัน ใน THE WORLD’S END มันจะไม่ได้ทีฉากหลังเป็นโลกที่ล่มสลายหรือภัยพิบัติในทันที แต่มันสื่อความพินาศของมนุษยชาติในรูปแบบที่ต่างกันไป เหล่ามนุษย์ต่างดาวแทรกซึมเข้ามาในอารยธรรมของมนุษย์ เพื่อมีเป้าหมายในการพัฒนาชีวิตและระบบการเป็นอยู่ให้ดีขึ้น โดยวิธีที่เหมือนจะสันติที่สุด ซึ่งก็คือการสับเปลี่ยนตัวจริงกับร่างเทียมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่และนำมาใช้ชีวิตแทน โดยสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการให้ติดตัวมาด้วยอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นความงามหรือความทรงจำ ซึ่งฟังดูก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ว่า หากชีวิตที่ไม่ได้ใช้ชีวิตเองนั้น มันจะเรียกได้ว่าเป็นชีวิตอย่างแท้จริงงั้นหรือ

หลายคนอาจไม่ชอบที่พอเข้าช่วงท้ายของเรื่อง THE WORLD’S END กลายเป็นหนังตลกที่จริงจังชนิดที่เรียกว่าเจ็บจริงตายจริงเท่าไหร่นัก เพราะอะไรหนังถึงเลือกเส้นทางเนื้อเรื่องแบบนั้นมากกว่าเส้นทางเนื้อเรื่องแบบปกติที่สามารถจบลงได้อย่างมีความสุขกันทุกฝ่าย

นอกจากเหตุผลของการสร้างเอกลักษณ์แล้ว ก็คงเป็นเพราะสิ่งที่ THE WORLD’S END พูดถึงนั้นไม่ใช่เพียงแค่จุดจบของโลกใบหนึ่งตามชื่อเรื่องเท่านั้น แต่มันยังพูดถึงการเริ่มต้นใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะว่าสองสิ่งนี้มาด้วยกันเสมอ เหมือนที่แกรี่ คิงคิดว่าวันนั้นเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นวันเวลาแห่งการเริ่มต้น แต่ผลสุดท้ายมันคือการที่ทำให้เขาหยุดนิ่ง ไม่สามารถที่จะเดินไปไหนต่อได้ เมื่อถึงอวสานของโลก มันจึงเป็นการหยอกล้อกันในตัวเองว่า สิ่งที่ควรจะเป็นจุดจบอย่างหายนะของโลกก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นได้ด้วยเช่นกัน

ในตอนสุดท้ายแกรี่และเพื่อนสามารถขับไล่ผู้รุกรานที่หวังจะพัฒนาอารยธรรมให้กับดาวโลกออกไปได้ พวกเขาบอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาจจะโง่เง่า แต่ก็มีชีวิต มีอิสระ ไม่มีการชี้นำ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้ชีวิตแบบอิสระจริงๆ โดยที่ต้องแลกกับอารยธรรม ซึ่งก็ถือเป็นการหยอกล้อกับขนบธรรมเนียมของหนังแนวไซไฟต่างดาว ที่สุดท้ายมนุษย์โลกเราสามารถขับไล่ผู้รุกรานออกไปได้และใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุข ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะเป็นในทางกลับกันแทน

THE WORLD’S END เล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ตัวละครแน่นมีมิติ มีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจและน่าเชื่อถือ เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันอย่างมีชั้นเชิง มันสามารถอธิบายและเฉลยเรื่องราวต่างๆ ในเรื่องรวมถึงจุดที่เราข้องใจได้อย่างมีจังหวะโดยไม่ดูถูกคนดู สิ่งที่ชอบอีกอย่างก็คือมันเล่าเรื่องและทัศนคติโดยมีมุมมองที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่คิด ไม่แปลกว่าหากหนังเรื่องนี้จะไม่ได้บอกให้เราจงเป็นเด็กและอิสระ ในทางกลับกัน มันบอกเราว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเติบโตและก้าวไปข้างหน้าเสียที

สนับสนุน FilmZick.com ง่ายๆ ด้วยการบอกต่อเพื่อนๆ ของคุณผ่านทาง Social Network ที่คุณชื่นชอบ


ขอขอบคุณ เนื้อหาจาก Filmzick.com
ยังไม่ได้
เป็นสมาชิก
สมัครที่นี้
ชื่อ: ทัช คุง
No. 447 / เวลาโพส : วันที่ 3 มกราคม , 2014 : 09:17:48
ขอให้มีความสุขตลอดปี 2557
ยังไม่ได้
เป็นสมาชิก
สมัครที่นี้
ชื่อ: ทัช คุง
No. 433 / เวลาโพส : วันที่ 23 ธันวาคม , 2013 : 10:21:23
เมานิรันดร์ วันโลกดับ
แสดงความคิดเห็น
ชื่อผู้โพส
รายละเอียด
อีโมติคอน

 ?ใส่รหัสลับ ใส่ให้ตรงกันครับ